ผู้นำเหล่าทัพ ให้สัมภาษณ์  เรื่องเล่าเช้านี้ ๑๖ ต.ค. ๒๕๕๑

ผมรู้สึกชื่นชม....และประทับใจกับการให้สัมภาษณ์

ของผู้นำเหล่าทัพวันนี้น่ะครับ

แม้ว่าบางช่วง....จะฟังไม่ค่อยเข้าหู

แต่โดยรวมแล้ว...ตรงใจผมทีเดียว

ขอตัดเอาบางส่วนมาบันทึกไว้นะครับ

พล.อ.อนุพงษ์ - ก่อนที่จะพูดเรื่องเลือกข้าง ก็อย่างที่ท่านบอก แล้วว่า บ้านเรายังมี ฝักฝ่าย เกิดขึ้น อยากจะเสนอ สังคมไทยว่า บ้านเมืองเรา ถ้ายังแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย มันจะเกิดเป็นวิกฤต แล้วก็ไม่มีทาง ที่จะจบลงอย่างไรได้ นั่นก็คือ จะเรียกได้ว่า ประเทศก็จะล่มจม

พล.อ.อนุพงษ์ –ว่าถ้าการจะแก้ปัญหา ด้วยการปฏิวัติแล้ว จะทำให้ปัญหาจบได้ ก็น่าจะ พิจารณาร่วมกัน ทุกภาคส่วน.... ฟันธงว่า ไม่เห็นด้วย เหตุผล ก็เช่นเดียวกัน คือ ทำแล้ว ประเทศชาติ จะยิ่งเสียหาย ก็คงตอบคำถามว่า จะแก้ด้วยวิธีใดได้ นั่นคือ ทั้งสองฝ่าย จะต้องพูดคุยกัน อยู่ร่วมกันให้ได้

พล.อ. อนุพงษ์ – ครับไม่ได้ทราบเรื่อง ไม่ได้รู้เรื่องเลย ในส่วนของ การเกิดเหตุการณ์เนี่ยะ กองทัพมองว่า เป็นการสั่งการ ของรัฐบาล ไปยัง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ ตามภาระหน้าที่เขา ในการที่จะดำเนินการ จะถูกผิดอย่างไร ในเรื่องนี้เราคงไม่ไป … เพราะมันไปเกี่ยวกับ เรื่องความชอบธรรม เรื่องสมแก่เหตุการณ์ หรือไม่ ก็คงต้องเข้าสู่ กระบวนการ อันนั้น เราไม่ไปพูดถึง นะครับ

พล.อ. อนุพงษ์ – ถ้าจะว่า ถ้าให้ย้อนกลับไป ในตอนนี้ ถ้าทำได้ ก็อยากจะทำนะครับ อยากจะเข้าไปห้าม ตั้งแต่แรกนะครับ แต่อย่างไร ก็ตาม เราก็ต้องคิด ให้ดีว่า ในเช้าวันนั้น เราก็ไม่รู้ผลว่า มันจะเกิดอะไร เกิดขึ้นมา การที่เราจะเอา กำลังทหารออกไป จะออกไป ในสถานะใด แล้วถ้ามันเกิดรุนแรง มากกว่าเดิม ถ้ามีการสูญเสีย มากกว่าเดิมแล้ว จะแก้กันอย่างไร

พล.อ. อนุพงษ์ –การปะทะกัน ระหว่าง ทหาร กับตำรวจ มันอาจจะต้องมี เพราะว่า ถ้าเอาอาวุธ ออกไปเนี่ยะ มันจะชุลมุน วุ่นวายกัน นะครับ แล้วก็ถ้ามี การปะทะกัน ด้วยกำลังเนี่ยะ มันจะมีการสูญเสีย อาจจะมากกว่าเดิม เพราะมันใช้อาวุธ แล้วก็จะ แก้ไขปัญหา กันได้อย่างไร ในเมื่อออกไป กฎหมาย ก็ไม่มีรองรับ แล้วก็ สถาบันทหาร กับ ตำรวจ เนี่ยะ ก็จะต้อง แตกแยกกันไป อีกนาน สังคมคงไม่ดี

พล.อ. อนุพงษ์ – ผมมั่นใจว่า ตำรวจก็คงไม่ทำ ตำรวจเค้าอยู่ เป็นร้อยวัน เค้าก็ไม่เคยทำ และทุกครั้ง ที่ถูกกดดัน ให้ทำ เค้าก็พยาม ที่จะบอกว่า ทำไม่ได้ ทำแล้ว มันจะเสียหาย ผมนี้ยืนยันว่า ทุกครั้ง ตำรวจจะพูดอย่างนี้ แต่ว่า ที่ทำแล้ว ทำไมไม่รู้นี่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

พล.อ. อนุพงษ์ – ผมคิดว่า มันจะจบได้ ต้องมี คนรับผิดชอบ

พล.อ. อนุพงษ์ – ผมก็ออกแล้วครับ ไม่อยู่แล้วครับ จะอยู่ไปทำไม บ้านเมืองมันเสียหาย ผมก็ไม่อยู่แล้วฮะ จะอยู่ทำไม อันนี้ ท่านถาม ผม นะครับ … เป็นผม ผมไม่อยู่ เรียนความจริงว่า คงไม่อยู่

พล.อ.ทรงกิตติ – กองทัพไทย ใน 1 กองทัพ มี 3 เหล่า บก เรือ อากาศ สิ่งใดที่ ท่านผู้บัญชาการทหารบก พูด กองทัพพูด ผู้บัญชาการทหารเรือ พูด ก็คือกองทัพ พูด ความหมาย ก็คือ กองทัพบก กับ กองทัพอากาศ เห็นด้วยครับ เป็นหนึ่งเดียว ทุกเหล่าทัพ ครับ

พล.อ. อนุพงษ์ – ผมอยากเรียน อย่างนี้ครับ คือว่าแนวทาง ในการดำเนินการ ขณะนี้มันมีการอ้างอิง สถาบัน จึงอยากจะเรียนให้ พี่น้องทราบว่า แนวทาง คนที่จะถวาย ความจงรักภักดี จะต้องไม่ดึง พระองค์ท่าน เข้ามาเกี่ยว มาอ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น เงื่อนไข ความขัดแย้ง เงื่อนไข ของทางการเมือง จะต้องไม่ดึง พระองค์ท่านลงมา เป็นสิ่งที่ควร จะต้องกระทำ พระองค์ท่าน ต้องอยู่เหนือ พระองค์ท่าน ทรงมี พสกนิกร 63 ล้านคน ไม่อาจจะไปอยู่ซีก 30 ใด หรือ 20 ใด หรือ 10 ใด ได้นะครับ

พระองค์ท่าน ทรงมี พสกนิกร ซึ่งพระองค์ท่าน ทรงห่วงใย ดูแล ไม่ว่าใครทั้งสิ้นทั้ง 63 ล้านคน นะครับ จะต้องไม่แบ่งแยกกัน แล้วก็จะต้อง ไม่เอา มาแต่ กลุ่มเดียว ผมว่ามองอีกมุมหนึ่ง เหมือนการแยกท่าน ให้ไม่เหลือ 63 ล้านคน เหมือนเก่า ดังนั้นจึงต้อง ไม่ดึงพระองค์ท่าน ลงมาเด็ดขาด จึงอยากเรียน ในส่วนนี้ว่า ที่มีเสียงว่า กองทัพไม่ดูแล ไม่ปกป้อง ผมเรียนเลยว่า การดำเนินการ ของกลุ่มใดในปัจจุบัน ถ้ามีการหมิ่น หรือมีการ จาบจ้วงสถาบัน เนี่ยะ กองทัพจะไม่ปล่อย ไม่ว่าจะวิธีใด ขอให้รับทราบไว้ด้วย

พล.อ.ทรงกิตติ – อาจจะเป็นความคิด ของคนที่พูดครับ ไม่ใช่ความคิดของผม และไม่ใช่ของ กองทัพไทย ด้วยครับ ไม่มีครับ เรายืนยันว่า กองทัพ รักษาบทบาท หน้าที่ตามกฎหมาย แล้วก็อยู่กับ ประชาชน ทำงานให้กับ ประชาชน ไม่มีฝัก ไม่มีฝ่าย และ พันธกิจ ที่สำคัญ ที่สุด คือ รักษาอธิปไตย เหนือดินแดน แล้วก็อยากให้ ประชาชนมั่นใจว่า กองทัพ มีความพร้อม แล้วก็ติดตาม แล้วก็ดำเนินการ ทุกวิถีทาง การปกป้อง สถาบันพระมหากษัตริย์ เราดำเนินการอยู่แล้ว เรามิจำเป็น ที่จะต้องประกาศว่า เราทำอะไรบ้าง คือเราทำงานไป นะครับ ขอให้ ผลงานออกมา แล้วในส่วนของ ความแตกแยก นะครับ ทางการเมือง หรือว่า ความแตกต่าง ทางความคิด นั้น อย่าให้เป็น ความแตกต่าง ของ สังคมไทย เลยนะครับ ขอให้กลับสู่ ความเป็นสังคมไทย ที่เรามีความสุข อยู่ร่วมกัน เอื้ออำนวย ต่อกัน แล้วก็ร่วมกัน ทำให้ ประเทศไทย วัฒนาถาวร ครับ

ตรงใจจริงๆครับ....จริงๆแล้วน่าจะมาพูดแบบนี้ตั้งนานแล้ว

แต่พูดถึงขนาดนี้แล้ว....ตีความหมายได้ชัดเจนว่า

"กองทัพ....ไม่เอารัฐบาล"

ท่านนายกฯ และ รมต.กลาโหม ครับ

ท่านยังจะ หน้าด้าน  อยู่ต่อไหวหรือครับ?

วันนี้ข้ออ้างของรัฐบาลคืองานใหญ่ ๓ งาน

๑.งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ  สมเด็จพระพี่นางเธอฯ

๒.งานเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม

๓.งานเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำ ASEAN

แต่ทัศนคติผม...มองว่า....เป็นการชักแม่น้ำทั้ง ๕

หาข้ออ้าง...ถ่วงเวลามากกว่า....เพื่อจะได้แก้รัฐธรรมนูญ

แก้เพื่อพวกพ้องของตัวเอง...งั้นหรือครับ?

ท่านไม่ออก  ไม่ยุบ....มุ่งแต่จะตั้ง ส.ส.ร.๓

อย่างนี้.....เด็กอมมือที่ไหนก็มองออก...จริงไหมครับ?



ไม่ใช่เทวดา~ :)
18 ต.ค. 2551 เวลา 19:04 น.

เป็นห่วงคนไทย....ในกัมพูชา

posted on 16 Oct 2008 18:26 by impossible-dream

เขียนแต่เรื่องกระทบกระแทกรัฐบาลมาสองวันแล้ว

อย่าคิดว่าผมเป็น....พันธมิตรนะครับ

 

ผมไม่ใช่พันธมิตร...และก็ไม่ใช่ นปก.

 แต่เป็นแค่ประชาชนคนหนึ่ง 

ที่เห็นอย่างไร...ก็เขียนไปอย่างนั้น

 

บางทีก็เห็นด้วยกับพันธมิตร....บางทีก็ไม่เห็นด้วย

บางอย่างที่พันธมิตรทำ.....ก็ชอบ

แต่บางอย่าง....ก็ไม่ชอบ

 

แต่กับ....นปช.  หรือ  นปก.  .....ไม่เห็นด้วยเลย

กับรัฐบาล....ไม่ชอบเลย....แฮ่ะๆ

 

ข้าราชการ....เขาไม่ให้เลือกข้างนะครับ

ต้องทำตัวเป็นกลาง...และทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา 

 

แต่ผม....เป็นกลาง....แบบเอียงข้างน่ะครับ

ไม่ได้เหยียบเข้าไปเต็มตัว...แฮ่ะๆ

 

สถานการณ์ขณะนี้....น่าเป็นห่วงจริงๆ 

ด้านชายแดนเขมรครับ

 

 

สถานการณ์ขณะนี้... ลดความตึงเครียดลงแล้วครับ

 

หลังจากจากทีเมื่อวานเกิดการปะทะกัน

 

ไทยบาดเจ็บ ๗ นาย  เขมรเสียชีวิต ๒นาย  บาดเจ็บ ๒ นาย

(ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการนะครับ)

 

 

ถึงจะลดความตึงเครียดอย่างไร....ก็ไม่น่าไว้ใจอยู่ดี

 

สำหรับคนไทยในเขมรนะครับ

 

 

ผมยังจำได้ว่าเมื่อปี ๒๕๔๖  กรณี  กบ  สุวนันท์

 

ครั้งนั้นเขมร ผู้คลั่งชาติ  ก็เกิดบ้ากันทั่วทั้งกรุงพนมเปญ

 

เผาสถานฑูตไทย....โรงแรมไทย....ร้านอาหารไทย

 

ทำร้ายคนไทย.....เหยียบธงชาติไทย.....ฯลฯ  สารพัดจะทำ

 

 

ครั้งนั้น นายกฯ ทักษิณ  ท่านก็ไม่ได้นิ่งดูดายนะครับ

 

ส่งชุด คอมมานโด ของทหารอากาศ ....บินลัดฟ้า 

 

ไปรับคนไทยในกัมพูชา.....กลับบ้านกว่า ๗๐๐  ชีวิต

 

โดยมีกองทัพบกตรึงแนวชายแดน

 

และกองทัพเรือ....ส่งเรือไปลอยลำในอ่าวไทย

 

เตรียมพร้อมถล่มกัมพูชา.....ถ้าจำเป็น

 

 

โชคดีที่ครั้งนั้น....รัฐบาลกัมพูชาให้ความร่วมมือ

 

ในการอพยพคนไทยกลับบ้าน

 

ทุกคนจึงกลับบ้านอย่างปลอดภัย

 

 

เหตุการณ์คราวนั้นจบลงด้วยคำขู่ของรัฐบาลไทยสมัยนั้น คือ ท่านนายก ทักษิณ   ชินวัตร

 

นั่นคือหยุดให้ความช่วยเหลือทุกด้าน(ข่าวปี ๒๕๔๖)


"ส่วนมาตรการตอบโต้กัมพูชาที่ตามมา พ.ต.ท. ทักษิณกล่าวว่า นับตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค.เป็นต้นไป เราหยุดให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการและเศรษฐกิจทุกอย่าง จนกว่าความสัมพันธ์จะกลับมาสู่ภาวะปกติ นั่นคือการเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด ซึ่งภาษาทางการทูตเรียกว่าเลเมดี้ คือมีคำอธิบายที่ถูกต้อง มีการจับกุมผู้ต้องหาและต้องใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ทุ่มเทและจริงใจ ทั้ง 3 ข้อนี้ กัมพูชา  ต้องทำให้ได้ และทุกอย่างจะกลับมา สามารถตอบกับประชาชนให้เข้าใจได้ แต่ความช่วยเหลือทุกอย่างขณะนี้เราจะหยุดไปก่อน"

 หลังจากนั้นไม่นาน....กัมพูชาก็ต้องง้อเราครับ(ข่าว พ.ศ.๒๕๔๖)

"กัมพูชายอมรับผิดตามที่ไทยทำหนังสือประท้วงไป 3 ข้อ คือ

 1. กล่าวขอโทษรัฐบาลไทยและคนไทยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 2. ยินดีชดใช้ค่าเสียหายทางธุรกิจทั้งหมดของคนไทยที่ถูกทำลาย

 3. เร่งหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็วที่สุด ที่ผ่านมากัมพูชาได้พยายามอย่างเต็มที่ และต่อไปจะหารือกันเพื่อไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ตลอดจนแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาเพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศ "

 

อื้ม ? ....ท่านนายกทักษิณ  นี่ก็มีข้อดีเหมือนกันนะครับนี่

 

ตอนนี้เราเกิดข้อพิพาทขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้วครับ

 ผมว่ารัฐบาลไทย....น่าจะเอาจริงสักที

ลองตัดความช่วยเหลือกัมพูชาดูสักปี....สองปีสิครับ

ตัดแบบตัดสัมพันธ์ไปเลย......ลองดูสักตั้ง

ดูสิ....คราวนี้จะมาง้ออีกไหม

 

แต่ผมว่า....ท่านนายกสมชาย   ท่านคงไม่กล้าหรอก

ท่านกลัวเสียผลประโยชน์......ของชาติ(มั้ง)

กลัวกระทบเศรษฐกิจของคนไทยในเขมร.....(และเกาะกง!!!!)

 

แต่เอาเข้าจริง....ไทยก็ทำไม่ได้จริงๆแหละครับ

เพราะเดี๋ยวเขมรมันก็เข้า สันดา..น.....เดิม

ไปหาพึ่งพี่ใหญ่ UN  แถมยังหาว่าไทยเป็นต้นเหตุของเรื่องอีก

 

ข่าว ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๑

"รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ระบุต่อว่า กัมพูชาจำเป็นต้องแสวงหาคนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ยเรื่องดังกล่าว พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไทยเป็นฝ่ายเริ่มต้นขึ้นก่อน......ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่ทางการกัมพูชาออกมาเรียกร้องให้องค์กรที่เป็นกลางเข้ามาไกล่เกลี่ยเรื่องปัญหาชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา นั่นอาจเป็นเพราะว่า กัมพูชาต้องการให้เรื่องดังกล่าวถูกส่งไปพิจารณายังศาลโลก หรือสหประชาขาติ (UN) ก็เป็นได้"

 แหม.....ไม่ค่อย แฟร์เลย เนอะ

ยังดีที่ไทยแถลงกลับบ้าง.....และก็ UN เห็นพ้องกับไทย

ที่จะให้ตกลงกันแบบทวิภาคี....รอดตัวไปที

ก็รอดูกันไปนะครับ

แต่ผมก็อดห่วงคนไทยที่ยังอยู่ในกัมพูชาไม่ได้

ตอนนี้ก็อพยพกลับบ้านกว่า ๖๐๐ คนแล้ว

คนที่เหลืออยู่....ก็กลับบ้านเราเถอะครับ

จะได้ไม่ต้องเอาเครื่องบินไปรับ

เพราะไม่รู้เราจะโชคดีแบบคราวที่แล้วหรือเปล่านะครับ

สุดท้าย.....ขอหน่อยก็แล้วกันนะครับ

ท่านนายกฯ และ รมต.กลาโหมครับ

อย่ามัวแต่แก้ รัฐธรรมนูญ  เปิดทางให้ สสร.๓ สิครับ

ดูปัญหาบ้านเมืองบ้างนะครับ....เค้าจะรบกันอยู่แล้ว

ถ้านั่งกลาโหม  แล้วทำอะไรไม่ได้

ก็คืนเก้าอี้ให้ทหารเค้าไปเถอะครับ....นะครับ

"เฮ้ย....วันๆหนึ่ง....ทหารทำอะไรบ้างวะ"

เป็นคำถามที่ผมได้ยินเพื่อนผมถามบ่อยๆนะครับ

 

วันนี้คุณได้คำตอบหรือยัง???

 

งานของพวกผมเยอะนะครับ.....แต่โบนัสสิ้นปีทำไมน้อยจัง???

(ปีที่แล้วได้ 3,200 บาท  เงินเดือนผม 11,000 บาท)

ยังไงถ้าจะกรุณาเพิ่มให้สักนิด...สักหน่อย...ก็คงดีน้อ

พอเป็นขวัญและกำลังใจ....แฮ่ะๆ

 

อะไรที่เกี่ยวกับความมั่นคง....นั่นแหละหน้าที่ของทหาร

ชาติ....ศาสนา....พระมหากษัตริย์.....และประชาชน

ทหาร...จะต้องปกป้อง.....พิทักษ์.....รักษา

 

เอาตอนบ้านเมืองสงบก่อนนะครับ

น้ำท่วม....เรียกหา....ทหาร....ช่วยอพยพ

น้ำแล้ง....เรียกหา...ทหาร.....ช่วยเติมน้ำ

ไก่เป็นหวัด....เรียกหา...ทหาร....เอาไก่ไปถมดิน

สึนามิ....เรียกหา....ทหาร....ไปขนศพ   ฯลฯ

 

พอมาถึงตอนเหตุการณ์ไม่ค่อยจะสงบ

 

ก๊อดอาร์มี่....ยึด..โรงพยาบาล....ก็เรียกหาทหาร

 

ยาเสพติด....เรียกหา....ทหาร....ช่วยจับตามชายแดน

เด็กติดยา......เรียกหา.....ทหาร.....ช่วยบำบัด

 

ทางด่วน....เรียกหา....ทหาร....ไปนับรถ

เลือกตั้ง....เรียกหา....ทหาร....ไปนับคะแนน

สุดท้าย...นายกโกงกิน....ก็เรียกหาทหาร....ไปปฏิวัติ

 

วันนี้ในกรุงเทพเหตุการณ์บ้านเมืองแตกแยก  วุ่นวาย

ตำรวจไม่มีกำลังเพียงพอ....ก็ต้องเรียกหา...ทหาร    ฯลฯ

 

พรมแดนของไทย....เพื่อนบ้านของไทย....ใครว่าเป็นมิตร???

 

ชายแดนมาเลเซีย......๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้....

จะแบ่งแยกดินแดน......ก็เรียกหา.....ทหาร 

ชายแดนพม่า....ยาเสพติดมากมาย....จับกันไม่หวั่นไหว

ชายแดนลาว....หลบหนีเข้าเมือง....จับกันทุกวัน

 

ล่าสุด....สดๆ....ร้อนๆ....ชายแดนกัมพูชา

ตอนนี้....ยิงกันแล้วนะครับ.....สาเหตุเป็นเพราะอะไร

ก็กรณีพิพาท...ปราสาทพระวิหาร

 

 

อันนี้ผมว่า....รัฐบาลก่อนนี้....เพิ่มงานให้ทหารแท้ๆ

ทัศนคติส่วนตัวของผมนะครับ

จากการรับทราบข้อมูลข่าวสาร....ทั้งรัฐบาลในยุคนั้น

ทั้งพันธมิตร....และจากรุ่นพี่ๆของผมเอง

 

ข้อพิพาทนี้มีมาตั้งแต่ พ.ศ ๒๕๐๕  ที่ไทยต้องเสียปราสาทพระวิหารให้เขมร

ตามคำตัดสินเอกฉันท์ของศาลโลก......ด้วยน้ำตานองหน้า

ถึงยอมรับคำตัดสินของศาลโลก.....แต่ในใจคนไทยสมัยนั้น

ก็ไม่เคยยอมรับเลย.....ว่าปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร

 

ธงชาติไทย...ที่เคยปลิวไสวอยู่เหนือปราสาทเขาพระวิหาร

ทหารไทย.....ไม่ยอมลดธงชาติไทยลงจากยอดเสา

แล้วถอนธงชาติกลับมาทั้งฐานเสา.....

 

ฐานเสาธงชาติไทยที่ปราสาทพระวิหาร

 

สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือ......คำตัดสินของศาลโลกที่ไม่ชัดเจน

ในเรืองของพื้นที่ทับซ้อน....นั่นคือ

ไทย กับ เขมร ถือแผนที่คนละฉบับกันครับ

 ทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนขึ้น และเป็นกรณีพิพาทที่ยังไม่สิ้นสุด

นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา....จนถึงวันนี้ก็ยังไม่สิ้นสุดครับ

 

เขมร....พยายามหาความชอบธรรมบนพื้นที่ทับซ้อน

ในขณะที่ไทย....ก็ไม่เคยยินยอม

 

เขมร....เคยยื่นขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

ในขณะที่ไทยไม่ยอม.....และขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทั้งสองฝ่าย

เพราะปราสาทพระวิหารนั้น....มีบางส่วนตั้งอยู่ในพื้นที่ทับซ้อน

เขมร....ก็ไม่ยินยอม

 

กระทั่งมาถึงปีนี้.....รัฐบาลของ นายสมัคร  สุนทรเวช

โดยมี นาย นพดล  ปัทมะ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ

เซนสัญญา และแถลงการณ์ร่วมกับเขมร

ยินยอมในข้อตกลงให้....

เขมรขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารแต่เพียงผู้เดียว

 

โอ.....จบกันเลยครับ

พล.อ.วัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง

สมัยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กล่าวถึงกรณีนายนพดล ปัทมะ

"ทั้งนี้นายนพดล ทำผิดหลายข้อ ถือว่าไม่รอบคอบ รีบร้อนเซ็นเพื่อผลประโยชน์ ความจริงควรพูดกันมากกว่านี้ ตกลงในรายละเอียดให้แน่ชัด จึงจะเซ็นร่วมกันได้ คิดว่านายนพดลรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เข้าใจผิดว่าเป็นการเซ็นเพื่อสนับสนุนการขึ้นทะเบียนมรดกโลกเท่านั้น ไม่ได้เป็นการยินยอมให้ขึ้นทะเบียนแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่การเซ็นสัญญาร่วมกันระหว่างประเทศครั้งนี้ถือเป็นสนธิสัญญา ซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่นายนพดลไปร่วมลงนามก่อนที่รัฐสภาจะรับทราบ จึงเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา190

พล.อ.วัธนชัย กล่าวว่า ความจริงเป็นสิทธิของไทยที่จะไม่ยอมให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะตามหลักกฎเกณฑ์ในการขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุเป็นมรดกโลกต้องได้รับความเห็นร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศ และขึ้นอยู่กับข้อตกลงของทั้ง 2 ประเทศ แต่เมื่อนายนพดลเซ็นลงนามร่วมไปแล้วคงแก้ไม่ได้ ขณะนี้ถือว่าทางกัมพูชาได้เปรียบฝ่ายเรา ซึ่งไทยต้องรีบไปชี้แจงต่อทางยูเนสโก้ โดยต้องเอาคำสั่งของศาลไปชี้แจงด้วย อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางกัมพูชาได้ล็อบบี้คณะกรรมการมรดกโลกทั้ง 21 ประเทศไปแล้ว จึงทำให้เราเป็นฝ่ายเสียเปรียบกัมพูชาอยู่ในขณะนี้ "

 

เป็นไงล่ะครับ.....จบกันเลย

ทัศนคติผมคิดว่า....ข้อพิพาทเก่ายังไม่จบเลย

จะรีบไปเซนต์ให้เขาทำไม.....ทำให้เราเสียเปรียบ

 

ผลที่ตามมากเกิดอะไรขึ้นล่ะครับ

เห็นๆกันอยู่....เขมร...ได้คืบจะเอาศอก

เราเซนต์ให้เขาแล้ว....เราก็เสียเปรียบ

 

เท่ากับเราใส่พานเขาพระวิหารให้เขมรเลยทีเดียวครับ

 

นพดล  ปัทมะ  ใส่พานเขาพระวิหารให้เขมร

 

ถ้าตอนนั้นยังไม่เซนต์ให้เขมร....ก็อาจจะไม่บานปลายขนาดนี้ก็ได้

 

ยังไงก็ขอขอบคุณท่านนพดล ปัทมะ  และก็ท่านนายกสมัคร  สุนทรเวช

รวมถึงท่านทักษิณ  ด้วยนะครับ  ที่กรุณาเพิ่มงานให้ทหาร

 

(เพิ่มงานให้แล้ว....กรุณาเพิ่มงบให้ด้วยนะครับ)

 

งานก็เต็มมืออยู่แล้วแท้ๆ.....เฮ้อ

 

ถึงตอนนี้...เขมรวางกับระเบิดไว้หลายลูกกันทหารไทย

และทหารไทยก็ขาขาดไปแล้วด้วย

 

ขณะนี้ปะทะกันแล้วนะครับ....ทหารเขมรใช้อาวุธหนักทีเดียว

ได้ข่าวว่า....ทหารไทยโดน RPG ของเขมรบาดเจ็บด้วย

ยังไงก็อย่าลืมส่งกำลังใจให้ทหารไทยที่ชายแดนกัมพูชานะครับ

 

เมื่อพูดถึงคดีเขาพระวิหาร ใครหลายๆคนคงยังจำกันได้ดีว่าเป็นคดีที่คนไทยทั้งประเทศต้องน้ำตาตกในขนาดไหน เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๒ ก่อนศาลโลกจะตัดสิน ๒ ปีเศษ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช ได้แต่งกลอนด่าเขมรไว้ ว่าเขมรเป็นโคตรเนรคุณ...
    
          "สัปดาห์นี้มีเรื่องความเมืองใหญ่                    ไทยถูกฟ้องขับไล่ขึ้นโรงศาล
เคยเป็นเรื่องโต้เถียงกันมานาน                                ที่ยอดเขาพระวิหารรู้ทั่วกัน
         กะลาครอบมานานโบราณว่า                          พอแลเห็นท้องฟ้าก็หุนหัน
คิดว่าตนนั้นใหญ่ใครไม่ทัน                                      ทำกำเริบเสิบสันทุกอย่างไป
         อันคนไทยนั้นสุภาพไม่หยาบหยาม                เห็นใครหย่อนอ่อนความก็ยกให้
ถึงล่วงเกินพลาดพลั้งยังอภัย                                  ด้วยเห็นใจว่ายังเยาว์เบาความคิด
         เขียนบทความด่าตะบึงถึงหัวหู                       ไทยก็ยังนิ่งอยู่ไม่ถือผิด
สั่งถอนทูตเอิกเกริกเลิกเป็นมิตร                              แล้วกลับติดตามต่อขอคืนดี
        ไทยก็อมตามใจไม่ดึงดื้อ                                เพราะไทยถือเขมรผองเหมือนน้องพี่
คิดตกลงปลงกันได้ด้วยไมตรี                                 ถึงคราวนี้ใจเขมรแลเห็นกัน
        หากไทยจำล้ำเลิกบ้างอ้างขอบเขต                เมืองเขมรทั้งประเทศของใครนั่น?
ใครเล่าตั้งวงศ์กษัตริย์ปัจจุบัน                                องค์ด้วงนั้นคือใครที่ไหนมา?
        เป็นเพียงเจ้าไม่มีศาลซมซานวิ่ง                    ได้แอบอิงอำนาจไทยจึงใหญ่กล้า
ทัพไทยช่วยปราบศัตรูกู้พารา                                 สถาปนาจัดระบอบให้ครอบครอง
        ได้เเดชไทยไปคุ้มกะลาหัว                             จึงตั้งตัวขึ้นมาอย่างจองหอง
เป็นข้าขัณฑสีมาฝ่าละออง                                    ส่งดอกไม้เงินทองตลอดมา
        ไม่เหลียวดูโภไคไอศวรรย์                             ทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นหนักหนา
ฝีมือไทยแน่นักประจักษ์ตา                                     เพราะทรงพระกรุณาประทานไป
        มีพระคุณจุนเจือเหลือประมาณ                      ถึงลูกหลานกลับเนรคุณได้
สมกับคำโบราณท่านว่าไว้                                     อย่าไว้ใจเขมรเห็นจริงเอย...

                                                                                      ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช
                                                                          หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
                                                                                       ๑๘  ตุลาคม ๒๕๐๒